Kvang님의 프로필k-v-'A'-n-g사진블로그리스트 도구 도움말

Kvang Kvang

직업
지역
11월 7일

ร่างพระราชบัญญัติวีดีทัศน์ พศ...

 
 
อายุ 18 คนไทยเลือกตั้งได้ แต่ดูหนังไม่ได้!!!
สามารถคลิกเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ ระเบียบวาระการประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ลำดับที่ 11 ร่างพระราชบัญญัติวีดีทัศน์ พศ...
 
คุณจะได้เห็นกฎหมายที่แปลกพิศดารที่สุดฉบับหนึ่งของโลก!!!
โดยเฉพาะมาตรา 26 วรรค 3 ค
ภาพยนตร์ที่ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 25 ปีดู
ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าหนังจะมีลักษณะอย่างไร ถึงต้องห้ามซะอายุขนาดนั้น
มากสุดที่ประเทศส่วนใหญ่ห้ามก็แค่ 18
สิงคโปร์อาจจะเกิน 18 แต่ก็ไม่มีประเทศไหนถึง 25
 
ผมอ่านแล้วสงสัยว่าจริงๆคนเราบรรลุนิติภาวะกันตอนไหน
มีความคิดเป็นของตัวเองตอนไหน
จบ ป. ตรี ตอนอายุ 21 ปี ต้องรออีก 4 ปี ถึงจะดูหนังเรื่องนั้นได้?
ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่ให้เลือกตั้งตอนอายุ 25 ด้วยล่ะ
ใช้อะไรเป็นบรรทัดฐาน?
ตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน? ใครทำวิจัย? ใคร?
ถ้าแบบนี้ก็ต้องมานิยามคำว่านิติภาวะกันใหม่
นิยามคำว่าผู้ใหญ่ใหม่
อายุ 18 มีปัญญาพอที่จะเลือกผู้นำประเทศ
แต่ยังไม่มีวิจารณญาณในการดูหนัง?
ตลกมั้ยล่ะ
ไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ
 
และถ้าสังเกต คุณจะเห็นมาตรา 29
ซึ่งขัดกับมาตรา 25 อย่างสิ้นเชิง
ผมไม่เข้าใจเลยว่า
ในเมื่อมีการกำหนดเรทหนัง (ที่สุดแสนจะไม่ธรรมดา) แล้วนั้น
จะมีการเซนเซอร์ ตัดทอนบางส่วนของหนังอีกทำไม
ในเมื่อหนังฉบับสมบูรณ์ก็มีเรทของมันเอง มีการห้ามคนดูตามมาตรา 25 อยู่แล้ว
จะเซนเซอร์อีกทำไม
หรือว่ามาตราที่ 25 เป็นแค่ตัวหนังสือ ไม่มีสภาพบังคับ?
ทำไมไม่เลือกเอาแค่มาตราใดมาตราหนึ่ง
ไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ
 
ผมมีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้
เขียนขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ว่า
การแก้ปัญหาคือการปิดหูปิดตาประชาชน
เพราะภาพยนตร์ถือเป็นสื่ออย่างหนึ่ง
มีสารบางอย่างที่ผู้สร้างต้องการส่ง
และสารนั้นสะท้อนภาพความคิด เป็นกระจกถึงโลกจริงๆที่เป็นอยู่
ที่มีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่เลวร้าย
คนบางคนอาจเห็นว่าดี คนบางคนก็ไม่
ไม่มีบรรทัดฐาน
ไม่มีความจริงแท้
ไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีกฎเกณฑ์
เพราะแม้แต่ศีลธรรมเองยังเป็นเรื่องอัตวิสัย
ภาพยนตร์ก็เช่นกัน
 
ผมขอพูดอีกแค่มาตราสุดท้าย คือมาตรา 68 บทกำหนดโทษ
ถ้าผู้ประกอบการภาพยนตร์ฉายหนังไทยน้อยกว่าที่กำหนด จะได้รับโทษปรับ
มันคือการบังคับชัดๆ บังคับให้ต้องฉาย ต้องดู
(สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ที่ไหน อ้อ! ลืมไป เค้าก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย เหอๆ)
ผมคิดว่าถ้าหนังไทยดี คนก็ต้องดูอยู่แล้ว นี่เท่ากับสร้างอะไรมาก็ได้ ยังไงก็ได้ฉาย
ความคิดเช่นนี้ไม่กระตุ้นให้ภาพยนตร์ไทยเกิดการพัฒนาคุณภาพได้เลย
 
ทำไมถึงปล่อยให้ความดีและไม่ดีของตัวหนัง
ขึ้นอยู่กับรสนิยมของคนเพียงกลุ่มเดียว
ไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ
 
ประชาธิปไตยจงเจริญ
 
 
10월 31일

"Almost everything I learnt in last 4 years"

 
ผิดหวังAlmost everything I learnt in last (almost) 4 years ...ผิดหวัง
 
1. Time changed... A man may be changed or may be not.
2. Anyone can get A if they try to remember remember and remember. (HA HA)
3. เรื่องยากๆบางเรื่องทำให้เป็นเรื่องง่ายไม่ได้ ( Such as Quantum Field Theory )
4. เรื่องง่ายๆทำให้เป็นเรื่องยากได้เสมอ
5. เหตุผลไม่ได้ทำให้คนหายอกหัก
6. การศึกษาทำให้คนมองเรื่องเดิมๆ ด้วยมุมมองใหม่
7. จงเดินหน้าต่อไป
8. ยังมีสถานที่บางแห่งในโลกซึ่งการตรงต่อเวลาเป็นสิทธิ ไม่ใช่หน้าที่ ... Thailand
9. ไอน์สไตน์บอกว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดลูกเต๋า นิทเช่บอกว่าพระเจ้าตายแล้ว ดาร์วินบอกว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง ไบเบิลบอกว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ในวันที่หก... หลายคำถามหลายปริศนาไม่มีคำตอบ แต่ขอเรายังคงเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่และความสำคัญของการตั้งคำถามนั้น 
10. 4 ปีที่ผ่านมา หลายสิ่งจบลงอย่างเลวร้าย แต่ถึงจะเป็นเรื่องร้าย ก็ยังดีที่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แทนที่จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
11. วิทยาศาสตร์คือการอุปนัย
12...
 
 
( Under construction )
This topics 're still incomplete
last updated : 1 Nov 50 at 1.01 am
  
 
10월 21일

waiTing. . .

 
กล้าไหม... ไม่เกี่ยวข้อง...
.
กล้าไหม... จะเกี่ยวข้อง...
.
กล้าสูญเสียแค่ไหน
.
อยากชนะสักเท่าไหร่
.
และถ้าเข้าไปแล้ว
.
จะเลี้ยวซ้ายหรือขวา
.
หรือขวาเศษ 3 ส่วน 4
.
หรือว่าไม่เลี้ยวเลย
.
อาจสับสนซะจนต้องวิ่งไม่คิดชีวิต
.
ซอยเท้าถี่ยิบบนถนนขรุขระคดเคี้ยว
.
บดเท้าไกลเป็นไมล์  ข้ามที่ว่างเปล่าเปลี่ยว
.
มุ่งสู่ที่ซึ่งน่าจะเหมือน... เหนื่อยเปล่า
.
คือสถานที่รอ
.
เพราะผู้คนล้วนเฝ้ารอ
.
รอรถไฟออกเดินทาง
.
รอให้รถโดยสารมา
.
หรือรอเครื่องบินบินขึ้น
.
หรือรอจดหมายมาหา
.
หรือรอให้ฝนหยุด
.
รอให้โทรศัพท์ดัง
.
รอหิมะตก
.
หรือรอคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่
.
หรือรอคอยสร้อยมุข
.
รอกางเกงสักตัว
.
รอวิกหยิกหยักโศก
.
รอโอกาสแก้ตัว...
.
 
- Movie : FRacture
8월 2일

-การดำรงอยู่ของสิ่งสมมติ-

 
การดำรงอยู่ของสิ่งสมมติ
ใครบางคนสร้างมันไว้...
เมื่อไหร่กัน?
 
ท้องฟ้าเป็นของนก
ดินและผืนน้ำก็มีเจ้าของ
ต้องแดดฝน ระเหยหมุนเปลี่ยน
เวียนวน อิสระ
ผู้อพยพนิ่งดูเส้นแบ่งเขตแดนที่มองไม่เห็น
ทหารถือปืน
ผู้อพยพนิ่งดูเส้นแบ่งเขตแดนที่มองไม่เห็น
ปืน
เส้นแบ่งเขตแดนที่มองไม่เห็น
ที่มองไม่เห็น
 
ฉันอยู่ประเทศนี้ เธออยู่ประเทศนั้น
ฉันเป็นคนของรัฐ
เธอเป็นคนของชนเผ่า
ฉันเชื่อในพระเจ้า
เธอไร้ศรัทธาใดๆ
ฉันจะรักเธอได้อย่างไร
เธอจะรักฉันได้อย่างไร
เราจะรักกันได้อย่างไร
 
การดำรงอยู่ของสิ่งสมมติ
ใครบางคนสร้างมันไว้...
เมื่อไหร่กัน?
 
"ความรักไร้พรมแดน"
เราป่าวประกาศว่ารักไร้พรมแดน
ไม่ว่าใครก็สามารถมีความรักและถูกรัก
ความรักของคน
ความรักของปลา
ความรักของหมีแพนด้า
เหมือนกันหรือเปล่า
เรามีความรักเช่นนั้นได้จริงๆเหรอ
รักไร้พรมแดนจริงๆน่ะหริอ
 
ฉันเห็นเส้นแบ่งมากมาย
ภาษาของเรา
วัฒนธรรม
ชนชาติ
มีเส้นแบ่งมากเหลือเกินตามถนน
ตรอก
ซอกซอย
ในบ้านของเรา
โดยเฉพาะในหัวใจของพวกเรา
 
การดำรงอยู่ของสิ่งสมมติ
ใครบางคนสร้างมันไว้...
เมื่อไหร่กัน?
 
สักวันใบไม้ย่อมโรยต้น
เธอและฉันรู้ดี
สักวันต้นกล้าซึ่งถูกมองข้าม
จักงดงามแทนที่
เธอและฉันรู้ดี
ไม้ใหญ่ย่อมเหนื่อยล้าเข้าสักวัน
ไม่มีใครยืนหยัดได้ตลอด
ไม่มีอุดมการณ์ใดคงอยู่ถาวร
 
เรือที่ต้านลม
ย่อมจมลงสักวัน
คนที่หมดแรง
โน้มตัวลงเมื่อสิ้นหนทาง
ถ้านี่คือโลกของเธอ
ขอให้มันเป็นโลกของฉันด้วย
ถ้าไม่ใช่โลกที่สวยงาม
พร้อมไหมที่จะสร้างมันด้วยกัน
 
การดำรงอยู่ของสิ่งสมมติ
ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสายลม
พัดมันให้จางลง
ทุกๆความดีและความชั่ว
ที่เธอและฉันต่างตัดสินกันเอง
เหลือไว้เพียงบทเรียน
ว่าสิ่งสมมติดำรงอยู่เสมอ
ในม่านหมอกแห่งจิตใจ
 
เมื่อมนุษย์ลืมตาและเงยหน้าขึ้น
เมื่อท้องฟ้าเปิด ดาวระยับ
เมื่อโลกทัศน์อันโหดล้ายถูกทำลาย จบสิ้นลง
เมื่อความเป็นมนุษย์อยู่เหนือเขตแดนและสงครามใดๆ
จะมีที่ว่างเสมอสำหรับเธอและฉัน
สำหรับจินตนาการถึงสิ่งสมมติที่ดีกว่า
และเรื่องราวที่สูงส่งกว่า
จะดำเนินต่อไป...
 
....................................................................
7월 4일

พัดไปกับสายลม - Blowing by the wind

 
คนๆหนึ่งต้องผ่านหนทางสักกี่สาย  ก่อนที่เธอจะเรียกเขาว่าคน
ใช่... พิราบขาวตัวหนึ่งต้องบินผ่านกี่ผืนทะเล  กว่ามันจะได้หลับบนผืนทราย
ใช่... กระสุนปืนใหญ่ต้องลอยขึ้นฟ้าอีกสักกี่ลูก  ก่อนพวกมันจะถูกห้ามตลอดกาล
เพื่อนของฉัน... คำตอบมากับสายลม
คำตอบกำลังพัดมากับสายลม
 
มนุษย์ต้องมองขึ้นไปสักกี่ครั้ง  เพื่อเห็นท้องฟ้า
ใช่... คนๆหนึ่งจะต้องมีหูมากเท่าไหร่  จึงสามารถได้ยินเสียงคนร้องไห้
ใช่... ความตายต้องเกิดขึ้นอีกมากเท่าไหร่  กว่าเขาจะรู้ว่ามีคนตายมากพอแล้ว
เพื่อนของฉัน... คำตอบมากับสายลม
คำตอบกำลังพัดมากับสายลม
 
ขุนเขาลูกหนึ่งคงอยู่ได้นานสักกี่ปี  ก่อนถูกกัดเซาะสู่ทะเล
ใช่... ประชาชนสามารถทนมีชีวิตอยู่ได้สักกี่ปี  เพื่อรอรับอิสระภาพ
ใช่... กี่ครั้งแล้วที่คนเราส่ายหน้า  แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร
เพื่อนของฉัน... คำตอบมากับสายลม
คำตอบกำลังพัดมากับสายลม
 
How many roads must a man walk down
Before you call him a man?
Yes, ?n? how many seas must a white dove sail
Before she sleeps in the sand?
Yes, ?n? how many times must the cannon balls fly
Before they?re forever banned?
The answer, my friend, is blowin? in the wind,
The answer is blowin? in the wind.
 
How many times must a man look up
Before he can see the sky?
Yes, ?n? how many ears must one man have
Before he can hear people cry?
Yes, ?n? how many deaths will it take till he knows
That too many people have died?
The answer, my friend, is blowin? in the wind,
The answer is blowin? in the wind.
 
How many years can a mountain exist
Before it?s washed to the sea?
Yes, ?n? how many years can some people exist
Before they?re allowed to be free?
Yes, ?n? how many times can a man turn his head,
Pretending he just doesn?t see?
The answer, my friend, is blowin? in the wind,
The answer is blowin? in the wind.
 
 
Blowing in the Wind
Artist: Bob Dylan
 
6월 29일

แด่เธอผู้มีโลกในดวงตา

 
แด่เธอผู้มีโลกในดวงตา         สดสวยสง่างดงามยิ่ง
แด่เธอผู้เข้าไปในความจริง     เรียนรู้ทุกสิ่งด้วยตัวเธอ
แด่เธอผู้มีใจในดวงตา           งดงามสง่าอยู่เสมอ
แด่เธอผู้ฝันใฝ่ในล้ำเลอ         มอบรักแด่เธอด้วยดวงใจ
แด่เธอผู้มีรักในดวงตา           สดสวยโสภางามสดใส
แด่เธอผู้มีมือห่วงใย              หยิบยื่นรักให้มวลชน
แด่เธอผู้เป็นแสงแห่งศรัทธา    ทดแสงเจิดจ้าสว่างหน
แด่เธอผู้มีใจในตัวตน             เจิดจ้าค่าคนให้งามตา
เพราะเธอคือโลกปัจจุบัน        แต้มแต่งคืนวันให้สง่า
เพราะเธอคือกาลเวลา           เติบใตต้นกล้าในตัวเธอ
แด่เธอผู้มีโลกในดวงตา         ก้าวเดินชีวาอยู่เสมอ
แด่เธอผู้เริงรำในล้ำเลอ          มอบรักแด่เธอด้วยศรัทธา
 
5월 28일

นิทานปลาดาว

ชายหาดแห่งหนึ่ง


ทุกๆเช้าจะมีปลาดาวน้อยใหญ่ถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาเกยตื้นบนพื้นทราย


ทุกๆเช้าเด็กคนหนึ่งเดินเลาะไปตามชายหาดยาว  เพื่อโยนเหล่าปลาโชคร้ายลงทะเล  ทีละตัวๆ


ในที่สุด  ชายแก่คนหนึ่งที่เฝ้ามองก็ถามขึ้นในวันหนึ่งว่า "มีประโยขน์อะไรที่เธอจะทำแบบนี้  เพราะวันพรุ่งนี้คลื่นทะเลก็จะซัดปลาดาวมาเกยตื้นอีกอยู่ดี"


เด็กน้อยก้มมองปลาดาวตัวจ้อยในมือ  ขว้างมันออกไปสุดแรงเหมือนทุกครั้ง  แล้วตอบชายแก่ว่า 

"มันต่างกันที่ตัวนี้แหละ"

 

5월 14일

...

จะต้อง ถอนใจ อีกสักเท่าไหร่ 

 

โลกแห่งความเป็นจริง  ไม่เคยเป็นอย่างใจ

 

วันและคืนเปลี่ยนหมุนให้เรา " วิ่งตาม" เรื่อยไป

 

โตแล้ว   ทุกอย่างเปลี่ยนไป...

 

 

 

 

การเป็นผู้ใหญ่... มันไม่ง่ายเลย 

 

มันไม่คุ้น ไม่เคย ยิ่งคิดยิ่งเหนื่อย 

 

ไม่มีเวลาเหลือ  ไว้ฟัง ไว้คิดถึงใคร

 

โตแล้ว ต้องทำอย่างไร 

 

 

เมื่อนาฬิกาชีวิต  หมุนเร็วกว่า

จนลืมว่าเรา... เคยเป็นใคร ?

 

4월 22일

ข้อคิดดีๆ

 
เราบางคนเป็นเช่นหมึก และบางคนเป็นเช่นกระดาษ
หากมิใช่เพราะความดำมืดของบางคนแล้ว
เราบางคนก็คงเป็นใบ้
และถ้ามิใช่เพราะความขาวสะอาดของบางคนแล้ว
เราบางคนก็คงจะมืดบอด
 
Some of us are like ink and some like paper.
And if it were not for the blackness of some of us,
some of us would be dumb;
And if it were not for the whiteness of some of us,
some of us would be blind.
 
หมาป่าผู้นุ่มนวลกล่าวกับลูกแกะสามัญว่า
"ท่านจะให้เกียรติเยี่ยมเยือนบ้านของข้าพเจ้าได้ไหม?"
ลูกแกะตอบว่า
"เราจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะเยี่ยมเยือนบ้านของท่าน
ถ้ามันไม่อยู่ในท้องของท่าน"
 
Said a gracious wolf to a simple sheep,
"Will you not honor our house with a visit?"
And the sheep answered:
"We would have been honored to visit your house
if it were not in your stomach."
 
ผู้ใดหัวเราะเยาะเธอ เธอสมเพชเขาได้
แต่ถ้าเธอหัวเราะเยาะเขา เธออาจไม่มีวันให้อภัยตนเอง
ถ้าผู้ใดทำร้ายเธอ เธออาจลืมบาดแผลได้
แต่ถ้าเธอทำร้ายเขา เธอจะจดจำตลอดไป
โดยสัจธรรมนั้น ผู้อื่น คือตัวตนของเธอที่อ่อนไหวที่สุด
ในอีกร่างหนึ่ง
 
If the other person laughs at you, you can pity him;
but if you laugh at him you may never forgive yourself.
If the other person injures you, you may forget the injury;
but if you injour him you will always remember.
In truth the other person is your most sensitive self
given another body.
 
เมื่อเธอเห็นคนถูกนำไปเข้าคุก จงกล่าวในใจว่า
"เป็นไปได้ว่า เขากำลังหนีจากคุกที่คับแคบกว่า"
และเมื่อเธอเห็นคนเมาเหล้า จงกล่าวในใจว่า
"เป็นไปได้ว่า เขาหาทางหนีจากบางสิ่งซึ่งไม่สวยงามยิ่งกว่านั้น"
 
When you see a man led to prison say in your heart,
"Mayhap he is escaping from a narrower prison."
And when you see a man drunken say in your heart,
"Mayhap he sought escape from something
still more unbeautiful."
 
คู่รักโอบกอดสิ่งซึ่งดำรงอยู่ระหว่างกัน
มากกว่ากันและกัน
 
Lovers embrance that which is between them
rather than each other.
 
                                                                                                          - Kahlil Gibran
 
 
4월 20일

บ่นๆ

ปิดเทอม ว่างจัด ไม่ได้ไปฝึกงาน
อยู่บ้านจนเซ็งเลย
เหอๆ
อยากให้เปิดเทอมเร็วๆจัง
จะได้ทำอะไรหลายๆอยากที่อยากทำ
แต่ไม่รู้จะได้ทำรึเปล่า (งง)
ช่วงนี้ก็ได้แต่เล่นเกมส์ ดูหนัง
ฟังเพลงเก่าๆ
นอน
และคิดมากไปวันๆ
แย่จัง
ขอบ่นแค่นี้ก่อน
วันหลังมา up อะไรที่มีสาระมากกว่านี้ดีกว่า
 
11월 13일

แสงสว่างของวันใหม่ กับคำถามที่สำคัญที่สุด

แสงสว่าง
เปรียบเหมือนการเริ่มต้นของวันใหม่
เราจะปล่อยให้
เรื่องราวเก่าๆ
ค่อยๆผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ
โดยทำได้เพียงสองอย่าง
คือเลือกที่จะจำ
หรือเลือกที่จะลืม
 
ความมืด
เปรียบเหมือนการสิ้นสุดของค่ำคืน
และอดีต...
มีคนเคยบอกว่า
ถ้าเราหย่อนก้อนหินลงไปในน้ำ
วงของน้ำจะแผ่กระจาย กว้างขึ้น กว้างขึ้น
และสุดท้าย ผืนน้ำก็กลับไปราบเรียบตามเดิม
วงของน้ำเพียงแค่ผ่านไป ไม่ทิ้งร่องรอย...
 
ต้องมี ณ บางจุด
บางตำแหน่งและเวลา
ที่ความมืดกับแสงสว่าง
มาบรรจบพบกัน
และคงถึงเวลาที่เราต้องเลือก
ว่าจะอยู่กับความมืดในอดีต
หรือมุ่งหน้าสู่แสงสว่างของเช้าวันใหม่
 
ความทรงจำ
หาที่เปรียบไม่ได้
การมองโลกก็เช่นกัน
หรือกระทั่งการมองตัวเอง
เราถามตนเองว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร
กำลังทำอะไรอยู่
เรากำลังทำอะไรอยู่ ณ จุดเล็กๆของจักรวาลอันไพศาล
และเมื่อเทียบกับเอกภพอันกว้างใหญ่แล้ว
มนุษย์คนหนึ่งจะสลักสำคัญสักแค่ไหนเชียว
 
ถ้ามีใครสักคนถามคำถามที่สำคัญที่สุด
คำถามนั้นจะล่องลอยไป เบาลง และเบาลง
เหมือนวงของน้ำในสระ
แต่ถ้าใครสักคนตอบคำถามที่สำคัญที่สุด
คำตอบนั้นจะค่อยๆดังขึ้น และดังขึ้น
เพราะชีวิตคนเรา
คงต้องการคำตอบ
ไม่ใช่คำถาม
 
เราต่างหาคำตอบบางอย่างให้กับตนเอง... เราทุกคน
โดยหวังว่าคำตอบนั้นจะไม่นำไปสู่อีกหนึ่งคำถาม
หวังว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย...
 
ผมกำลังหาคำตอบบางอย่างให้ตนเอง
ตั้งแต่ที่โลกของผมยังคงมืดมิด
จนกระทั่งสว่างไสว
คืนและวันผ่านพ้น
ช้าบ้างเร็วบ้าง
ได้มีเวลานั่งทบทวน
จนบางครั้งผมรู้สึกว่า
ตนเองกลัวคำตอบนั้นเหลือเกิน
 
คำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม
ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร
และคำตอบก็เป็นไปได้แค่สองอย่าง
เราคงได้แต่รอเวลา
ถามคำถามนั้นกับใครบางคน
แต่เวลาที่เหมาะสมอยู่ตรงไหนและเมื่อไหร่กัน
ใครรู้บ้าง...?
 
อะไรคือข้อแตกต่าง
สำหรับคนที่มีความพยายามสูง
กับคนที่ไม่ยอมรับความจริง
สำหรับผม
คนที่ไม่ยอมรับความจริง
คือคนที่อยู่ในความมืดของอดีต
แต่คนที่มีความพยายาม
จะยังคงอยู่ได้ด้วยแสงของเช้าวันใหม่
ด้วยกำลังใจ และความหวัง
 
โลกใบใหญ่
มนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว
ธรรมชาติคือเรื่องของขนาด
และระยะทาง
เธอคงไม่สำคัญสำหรับดวงจันทร์ หรือพระอาทิตย์ หรือระบบสุริยะที่แสนห่างไกล
แต่เธอสำคัญสำหรับผม
สำหรับคนๆหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
และเธอจะเป็นผู้ตอบคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม
สักวัน...
โดยคำตอบที่สำคัญที่สุดนั้น
ขึ้นอยู่กับเธอ
แต่เพียงผู้เดียว
 
 
--------------------------------------------------->  13 / 11 / 49 : 20.50
 
( อ่าน mini project จนมึนๆ ก็เลยมาคลายเครียดบ่นพล่ามอะไรซะยาวเฟื้อย วกไปวนมา
  ถ้าคุณอ่านที่ผมเขียนจนจบ คงจะเข้าใจว่าครึ่งของครึ่งของครึ่งนั้น  ผมต้องการจะสื่ออะไร
  และคุณคงไม่เข้าใจว่าอีกครึ่งของครึ่งของครึ่งนั้นหมายถึงอะไร  แต่การไม่เข้าใจความหมาย
  ก็ทำให้รู้ว่าบางครั้งชีวิตก็มีความหมายได้ โดยไม่ได้ต้องการความหมายอะไรมากนัก ( งง )
  ถ้าคุณเข้าใจที่ผมเขียนจนหมด นั่นแสดงว่าคุณไม่เข้าใจอะไรเลย  และถ้าคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย
  นั่นแหละคือที่ผมต้องการ  แต่อย่างน้อย... หวังว่าคุณคงได้อะไรไปบ้าง เพื่อให้การเขียนอะไรเพ้อๆในครั้งนี้ของผมไม่สูญเปล่า )
 
 
10월 23일

United 93 : ความทรงจำที่ไม่อาจลืม

 
คงมีบางช่วงเวลาในชีวิต... ที่เราอยากให้มันผ่านไปเร็วๆ
และไม่อยากหันกลับไปมองมันอีกด้วยซ้ำ
 
คงมีบางช่วงเวลาในชีวิต... ที่เราอยากอยู่กับมันนานๆ
อยากจดและจำภาพเหล่านั้น  ตลอดไป
 
11 กันยายน 2001 เครื่องบิน 4 ลำถูก hijacked
United Airlines Flight 175: A Boeing 767-222 และ
American Airlines Flight 11: A Boeing 767-223ER พุ่งชนตึก World Trade
American Airlines Flight 77: A Boeing 757-223 พุ่งชนเพนตากอน
3 ลำพุ่งชนเป้าหมาย เว้นแต่เครื่องบินลำสุดท้าย นั่นคือ United Airlines Flight 93
 
เกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบินลำนั้น???
 
ผมมีโอกาสได้ดู United 93 ภาพยนตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์จริง
เรื่องของความหวัง  สัญชาติญาณมนุษย์  การประสานงานระหว่าง Flight controller กับกองทัพในการเข้าควบคุมสถานการณ์
สุดท้ายแล้วเมื่อถึงคราวคับขัน  เราต่างต้องหันหน้าเข้าหากันเสมอ  คุณอาจเป็นแค่พนักงานคนหนึ่ง  เป็นผู้ประเมินผล  ผู้ประสานงาน
หรือเป็นถึงผู้บังคับบัญชา  คุณมาจากครอบครัวที่แตกต่าง  ทางความคิด  เชื้อชาติ  ศาสนา  ท้ายสุดแล้วคุณต้องทิ้งความต่างเหล่านั้น  และมองหาจุดยืนร่วมกัน 
นั่นคือความเป็นมนุษยชาติ
 
ผมคงดูภาพยนตร์เรื่องนี้และไม่ทราบซึ้งเท่ากับคนอเมริกัน  แต่ความรู้สึกในช่วงท้ายของหนังนั้นเป็นอะไรที่พูดไม่ออกจริงๆ
คุณจะยอมทิ้งความต่างเหล่านั้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า "มนุษย์" รึเปล่า  โลกนี้มีศาสนามากมาย  มีอารยะธรรมมากมาย  และอะไรอีกมากมายที่มุ่งหวังให้คนเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตน  แต่ไหนแต่ไรที่เรามองเรื่องความแตกต่างเป็นความงาม  มันคือสีสัน  คือความหลากหลาย  หากแต่ไร้ซึ่งอุดมการณ์ร่วมกัน  ความต่างนั้นคงกลายเป็นความแตกแยก  และไร้ความหมายในที่สุด
 
ถ้าจำเป็นต้องมีจุดร่วมในความต่าง  ขอให้จุดนั้นเป็นอะไรที่เด่นชัด  เป็นที่ยอมรับร่วมกัน  เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ 
และเมื่อถึงคราวที่เราต้องหลอมรวมความต่างให้เป็นหนึ่งเดียว  คงเป็นไปในวิถีทางที่เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น
 
United Airline Flight 93
เที่ยวบินที่ไม่ได้ลงจอด
หากแต่มีอะไรมากกว่านั้น
คุณจะค้นพบว่า...
คนๆหนึ่งเป็นได้มากกว่าคำว่ามนุษย์
 
ทำไมผู้คนถึงจดจำเหตุการณ์ในครั้งนั้น
เพราะผู้ที่จากไปไม่ได้จากไปในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
แต่พวกเขาจากไปในนามของมนุษยชาติ
และนั่นคือบาดแผลร่วมกัน
ความเจ็บช้ำร่วมกัน
ความสูญเสียร่วมกัน
และจะเป็นความทรงจำร่วมกันตลอดไป...
 
 แด่ทุกคนที่สูญเสียคนที่ตนรัก...
 
9월 26일

วิจารณ์หนังสือ “คลื่นลูกที่สาม”

                ในขณะที่โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์  เราอยู่ท่ามกลางกระแสแห่งข้อมูลข่าวสาร  การเปลี่ยนแปลง  แข่งขัน  ทัศนคติที่แตกต่างทางเชื้อชาติกับศาสนาจะนำเราไปสู่อนาคตรูปแบบใด  คงเป็นคำถามที่มีแต่การคาดเดา  คลื่นลูกที่สาม  ชี้ให้เห็นถึงสภาพสังคมอันน่าหวาดกลัว  เมื่อความแตกต่างกลายเป็นความแตกแยก  โดยแนะแนวทางแห่งการประสานกลมเกลียว  ระบบที่ยืดหยุ่น  และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมองโลกจะเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่

                อารยธรรมมนุษย์สั่งสมปัญญาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งด้วยต่างหวังอยู่ลึกๆว่า  สักวันจะสามารถสร้างสังคมในอุดมคติ  โดยมีเครื่องมือคือสมองกับบทเรียนจากอดีต  ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นทางเลือกหรือถูกมองว่าเป็นทางเลือก  แต่ใครจะเป็นคนตัดสินว่าอุดมคติคืออะไร  และอยู่ตรงจุดไหน  เศรษฐกิจกระแสหลักกำลังทำลายประเทศเล็กๆขณะที่ผู้คนในประเทศใหญ่ๆต่างนิ่งเฉย  ปล่อยให้โลกถูกขับเคลื่อนด้วยมือที่มองไม่เห็น  ด้วยกลไกแห่งอุปสงค์และอุปทานที่ไร้หัวใจ  การแทรกแซงที่มากเกินไปก่อให้เกิดการเรียกร้อง  การชุมนุมประท้วง  ลงเอยด้วยข้อตกลงชั่วครั้งชั่วคราว  ทุกสิ่งเป็นเช่นนี้เสมอจึงเกิดคำถามตามมาว่า  สังคมอุดมคติเป็นแบบไหน  คำว่าอุดมคติต้องเป็นสิ่งที่ยั่งยืนหรือเป็นเพียงภาพแห่งความสมบูรณ์แบบแค่ช่วงระยะหนึ่ง  สังคมอุดมคติจะต้องหยุดนิ่งและถาวรหรือเต็มไปด้วยระรอกคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงกันแน่

                ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ดีพร้อม  คุณค่าของความดีนั้นจะไม่ลดลงหรอกหรือ  หากไร้สงคราม  เราจะรู้คุณค่าของสันติภาพได้อย่างไร  ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าแบบไหนดีที่สุด  แต่อยู่ที่เราจะสร้างสมดุลระหว่างสองด้านที่ตรงข้ามกันได้ยังไง  สองสิ่งขึ้นไปถึงจะสร้างหนึ่งบรรทัดฐานได้  ลำพังเฉพาะความดี  ระบบศีลธรรมก็ไม่เกิด  เพราะขาดอีกด้านเป็นตัวเทียบเคียง  เราจึงไม่อาจยกระดับของโลกด้วยการทำลายซีกใดซีกหนึ่งของคู่ตรงข้าม  แต่ต้องรักษาสมดุลของสองสิ่งนั้นให้คงอยู่  ระหว่างขาวกับดำ  สุขกับทุกข์  โลกที่ปราศจากความยากลำบาก  คุณค่าของเม็ดเงินและหยาดเหงื่อก็ด้อยลง  เรื่องเหล่านี้จึงไม่ควรมองข้าม  แนวคิดและปรัชญาทางเลือกใหม่ที่หนังสือ คลื่อนลูกที่สาม เสนอขึ้นนั้น  นำมาซึ่งสังคมที่สมบูรณ์แบบ  แต่ในสังคมเช่นนั้น  มนุษย์จะแสวงหาอะไร?

            คงเป็นความจริงที่คลื่นลูกที่สามจะผ่านมาและผ่านไป  อะไรที่เหลือหลังคลื่นลูกยักษ์กระทบฝั่งเป็นเรื่องของอนาคต  เป็นสิ่งที่ต้องมองไปข้างหน้า  แต่ก็ไม่อาจละเลยกับสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน  เราไม่สามารถหาสิ่งที่ไม่ได้หายไปไหนพบ  และบางทีนี่อาจเป็นสังคมในอุดมคติซึ่งหลายฝ่ายกำลังมุ่งหา  เพียงแต่มันไม่ได้หยุดนิ่งและสมบูรณ์แบบ  ยังมีปัญหา  มีข้อบกพร่อง  ยังเหลือที่ว่างให้กับจินตนาการและความฝัน  เพราะเราไม่ได้อยู่ตรงจุดสูงสุด  เราจึงสามารถฝันถึงสิ่งที่อยู่สูงขึ้นไปได้  นี่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ความสุขในการมีความฝัน  และสังคมที่สมบูรณ์แบบก็มิอาจเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ 

                หนังสือ คลื่นลูกที่สามอาจจะมองคำว่าอุดมคติในเชิงรูปธรรม  และมองมุมกว้างเกินไป  ความสมบูรณ์แบบจึงดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม  ต้องไม่ลืมว่าระบบการจัดการที่สมบูรณ์แบบก็ไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความสุข  ทุกครั้งที่เรามองโลก  จะมีสักครั้งไหมที่เราเห็นโลกอย่างที่โลกใบนี้เป็น  คำตอบคือไม่!  เราจะมองและรับรู้บางสิ่งโดยปราศจากการปรุงแต่งของจิตได้อย่างไร  ไม่เช่นนั้นเราคงกลายเป็นก้อนหินหรือโต๊ะตัวหนึ่ง  เพราะเราไม่อาจละอารมณ์  ความรู้สึก  ออกจากภาพที่เห็นได้  ทุกคราวที่เรามองโลก  เราจึงเห็นตนเองอยู่ในนั้นด้วย  ทุกสัมผัส  ความรู้สึก และอารมณ์ที่มีต่อโลกเกิดจากตัวเรา  โดยเนื้อแท้แล้วโลกเป็นเพียงภาพทื่อๆที่ไร้อารมณ์  ไม่มีสุข  ทุกข์  เกลียด  อิจฉา  เอารัดเอาเปรียบ  หรือกระทั่งความอ่อนหวาน  ระบบเศรษฐกิจ  รูปแบบการปกครอง  และสิ่งสารพัดก็ไม่ต่างกัน  เราเป็นผู้ใส่ชีวิตให้กับสิ่งเหล่านั้น  เหมือนตัวแปรที่แปรผลข้อมูลทางกายภาพของโลกออกมาเป็นความรู้สึก  คงไม่มีใครตอบได้ว่าสังคมในอุดมคติต้องเป็นเช่นใด  แต่แน่นอนว่าความสุขเกิดขึ้นที่ตัวเรา  มิได้มีอยู่ในระบบใดๆภายนอก  และเราก็เปลี่ยนโลกทั้งใบได้ด้วยการเปลี่ยนตนเอง  สิ่งดีๆเกิดขึ้นได้ด้วยการกระทำเล็กๆ  ด้วยแนวคิดที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร  และโลกทั้งใบก็เปลี่ยนได้ด้วยวิถีนั้น

 ( 23 / 8 / 06  assignment in Sci and Art - subject )

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

เอามาลงใน my space ให้อ่านเล่นๆ ( ถ้าสนใจ )... 

9월 22일

ในความมืด มีแสงสว่าง

be adapted from one of the concert - cd         ( seek the code 1 )      
 
มีคนเคยบอกว่า
 
ชีวิตคือการเดินทาง  ที่ต้องเรียนรู้อย่างม่มีวันสิ้นสุด
 
แต่ละวันเราก้าวไปบนเส้นทาง
 
ที่เราเลือกที่จะเดิน  และเลือกที่จะเป็น
 
โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า
 
ทางข้างหน้าจะเป็นยังไง
 
คงไม่มีใครอยากให้มันผิดพลาด
 
อยากให้หนทางของเรานั้น
 
สวยงามไปในแบบที่เราคิด
 
บางวัน  เราก้าวเดินอย่างรวดเร็ว
 
เร็วจนแทบจะวิ่งด้วยความเชื่อมั่น
 
บางวัน  ใจดวงเดิมของเรามันก็กลับฝ่อ
 
เราแทบจะหยุดนิ่ง  หมดแรง
 
ไม่เข้าใจกับหลายๆสิ่ง  ที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้
 
บางวัน  เราจึงขอเดินให้ช้าลงสักนิด
 
เพื่อจะได้มีเวลาคิดทบทวน
 
หรือชื่นชมจุดทิวทัศน์ข้างทางบ้าง
 
จนบางทีก็มารู้ตัวว่า
 
เราอาจจะไปผิดทางด้วยซ้ำ
 
หรือสงสัยว่า  ตัวเองกำลังหลงทางอยู่หรือเปล่า
 
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
 
เราจะไม่ได้เจอกับทางออก
 
เพราะอย่างน้อย
 
เราก็ได้ลองไปในที่ที่ไม่เคยไป
 
หรือเราอาจจะกำลังไป
 
ในที่ที่ไกลกว่าเดิมก็ได้
 
หากชีวิตคือการเดินทางจริงๆ
 
เมื่อมีเริ่มต้น  ก็ต้องมีจุดหมายปลายทาง
 
และมีทางออกให้กับทุกเส้นทางเสมอ
 
ให้เวลากับหนทาง
 
แล้วมันจะพาเราไปเจอกับเรื่องใหม่ๆของชีวิต
 
และแม้บางครั้ง
 
หนทางจะพาเราย้อนกลัมา
 
เจอเรื่องเดิมๆ  อย่างหนีไม่พ้น
 
เราอาจจะต้องหัวเราะ
 
และร้องไห้ไปอีกสักกี่ครั้ง
 
ก็ไม่เป็นไรหรอก
 
เพราะทุกขณะที่ผ่านไป
 
เรากำลังได้บทเรียนเพิ่มขึ้นมา
 
และจงทำความรู้จัก
 
กับความรู้สึกตัวเองให้มากขึ้น
 
ให้ตัวเองได้ลองทำ
 
แล้วทุอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี
 
 
 
 
                                                                                                    (1,3) (1,1) (3,5)^2 (4,2) (2,2) (5,3) (2,4) (3,1) (3,5) (4,2)                  
8월 29일

Have you ever felt love is pain ?

 
วันนี้ว่างๆ  ความจริงแล้วไม่ว่าง
แต่ไม่ว่าความจริงจะคืออะไร
ผมกำลังนั่งเขียน my space หลังจากเคยคิดไว้ว่าจะเลิกเขียนไปแล้ว ( ช่างเถอะ! เข้าเรื่องดีกว่า )
 
ถ้าคุณมีชีวิต ( แน่นอน! คุณต้องมีชีวิตสิ )
คุณจะบอกถึงการมีชีวิตของตนด้วยเหตุผลอะไร
ถ้าคุณเตะก้อนหิน...
คุณมีกฎทางฟิสิกส์รองรับและบอกสภาพการเคลื่อนที่ของหินก้อนนั้นได้อย่างถูกต้อง
แต่ถ้าคุณเตะสุนัข...
คุณทำนายอะไรไม่ได้เลย
สุนัขมีชีวิต
ก้อนหินไม่มี
 
ถ้าคุณเจอคนที่ใช่  คุณรู้สึกรัก
ขณะที่ก้อนหินไม่อาจรับรู้อะไร
( แต่คนบางคนก็เหมือนก้อนหินนะ )
บางครั้งคุณก็รู้สึกรักกับคนที่ไม่ใช่
ก้อนหินทำได้เพียงนิ่งเฉยต่อสายลม แสงแดด และทุกความรู้สึก
มนุษย์ไม่อาจนิ่งเฉยเช่นนั้นได้
 
ชีวิตมีเรื่องราว มีวัย มีวันและเวลา
ก้อนหินจะต้องการอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปทำไม
ยามเศร้า น้ำตาไหล
มีเพียงก้อนหิน
คนๆหนึ่งบอกว่าผิด บางคนบอกว่าถูก
แต่ก้อนหินไม่ตัดสิน ไม่เรียกร้องอะไร
ทุกคราวที่เจ็บปวด
เราอาจต้องการก้อนหินคอยอยู่ใกล้ๆมากกว่ามนุษย์เสียอีก
 
บางครั้งเราเป็นก้อนหิน บางคราวก็ไม่ใช่
ความเหมาะสมไม่อาจรู้ได้ว่าอยู่ตรงไหน
คุณและผม ใครอีกหลายๆคน
มีชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกแห่งความรู้สึกร่วม
ยากเหลือเกินที่จะรักษาความรู้สึกของกันให้ดีตลอดรอดฝั่ง
คงเป็นเพราะเราคือสิ่งมีชีวิต
มีเลือดเนื้อและหัวใจ เจ็บเป็น เศร้าเป็น เห็นใจเป็น เฉยชาเป็น
เราเป็นได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ควรเป็น
 
คนดีทำในสิ่งที่เขาหรือเธอคิดว่าถูก โดยที่สิ่งนั้นอาจจะผิด
คนเลวจงใจทำในสิ่งที่คิดว่าผิด แต่สิ่งนั้นอาจจะถูก
สรุปแล้วความถูกผิดคืออะไร
ความดีและความเลวคืออะไร
 
ผมพยายามจะเป็นคนดี ทำในสิ่งที่คิดว่าถูก
แต่ถ้าสิ่งนั้นออกมาผิด
ขอโทษ
ผมอยากเข้าใจอะไรๆให้เร็วกว่านี้...
เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว... ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด
มีเพียงสิ่งที่คิดว่าถูก กับสิ่งที่คิดว่าผิด
ถึงก้อนหินจะไม่รอคอยโอกาส แต่ผมรอนะ ( ก็ผมไม่ใช่ก้อนหินสักหน่อย )
แม้ความเป็นห่วงเป็นใยจะไม่เคยเจ็บปวดขนาดนี้มาก่อนก็ตาม
 
-------------------------------------------------------------------------------------
3월 20일

เรื่องของความดีและการตัดสิน

 
"การจะบอกว่าใครเลว เราต้องเป็นคนดีก่อนไหม?"
ถ้าใช่... แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เรามีสิทธิ์นั้น จะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่เราถึงจะดีพอ
ผมชอบคำถามนี้จัง เมื่อไหร่เราถึงจะดีพอ?... ดีเพียงพอที่จะตัดสินผู้อื่น
 
ถ้าคุณเคยร้องเพลงเด็กดี จะรู้ว่าเด็กดีมีหน้าที่ 10 อย่าง แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งทำครบทั้ง 10 อย่าง เขาจะดีพอแล้วเหรอ หรือว่าจะต้องมีหน้าที่อย่างที่ 11 , 12 เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ลองจินตนาการถึงเด็กที่ทำครบทั้ง 10 อย่างดูสิ จะน่าสงสารสักแค่ไหน ถ้าไม่มีอะไรเหลือให้เขาทำอีกแล้ว
 
ผมดูหนังเรื่อง Lost ตัวละครตัวหนึ่งสอนลูกว่า "อย่าพยายามทำตัวเป็นฮีโร่ อย่าคิดจะปกป้องคนอื่นมากเกินไป เพราะถ้าล้มเหลว เราเองจะเป็นฝ่ายรู้สึกผิด" ผมว่าเข้าท่านะ แม้แต่การเป็นคนดียังต้องเสี่ยงต่อการรู้สึกผิด...
 
การทำดีกับทำชั่ว อย่างไหนง่ายกว่ากัน
การทำชั่ว... ยากตรงที่คุณจะทำยังไงไม่ให้รู้สึกผิด ขณะที่การทำดี... ยากตรงที่คุณจะทำยังไงไม่ให้ดีเกินไป และเสี่ยงต่อการรู้สึกผิด
 
ถ้าคุณปีนภูเขา เมื่อถึงจุดสูงสุด คุณจะตระหนักดีว่าไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วให้คุณไป... นอกจากการปีนลง นั่นหมายถึง ถ้าคุณเป็นคนที่ดีพอ คุณอาจมีสิทธิ์ตัดสินคนอื่น คุณสร้างบรรทัดฐาน จากจุดที่คุณยืน คุณมองลงไป และเห็นคนที่เคารพยกย่องคุณ ทุกคนคิดว่าคุณดีพอ แต่ตัวคุณเองนั้นกลับยืนอยู่ตรงนั้น มองเส้นศีลธรรมที่คุณเองเป็นผู้ขีดคั่น และเริ่มหวั่นเกรงว่าวันหนึ่ง คุณก็ต้องลงไป ( แน่นอน ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว ) คุณต้องลงไป และผ่านเส้นนั้น... เส้นที่คุณเป็นคนขีดไว้เอง
( งงใช่มั้ย! ฮ่า ฮ่า ) 
 
  
โลกใบนี้เต็มไปด้วยการตัดสิน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออคติใดๆ เราคงได้แต่หวังว่าจะเป็นคนที่ดีพอ ดีพอที่จะตัดสินคนๆหนึ่งและเปิดช่องว่างสำหรับความผิดพลาดจากคำตัดสินของเราเอง เพราะเราก็คงหวังเช่นนั้น เมื่อคนอื่นมาตัดสินเรา...
 
 แด่... โลกที่ชอบตัดสินกันเอง
 บาย.
 
 
 
  
  
3월 18일

19 มีนาคม วันสำคัญของตัวเอง (-?-)

 
ผ่านมา 20 ปี
เหมือนเร็วมากเลย
กลับบ้านปิดเทอม เอาหนังเก่าๆมาดู
รู้สึกไม่สนุกเหมือนก่อน
ทำไมนะ...
เพลงที่เราเคยชอบ
เกมที่เราเคยเล่น...
ขนมที่เคยอร่อย...
ทำไมทุกอย่างถึงเปลี่ยนไป
เรามองท้องฟ้าและเห็นอะไรมากกว่านั้น
แต่ไม่เห็นสิ่งที่เคยเห็น
ฟังเพลงๆนั้น
แต่กลับไม่รู้สึกถึงอะไรเลย
เรามองคนๆหนึ่งด้วยสายตาคู่เดิม
แต่เขาและเธอก็เปลี่ยนไป
ความรักอาจเป็นนิรันดร์
แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดรักไม่ได้ยั่งยืน
หัวใจไม่ใช่สิ่งถาวร
และคนๆหนึ่งก็ไม่ได้มั่นคงอย่างที่เห็น
 
โลกไม่ได้หมุนสองด้าน
มันหมุนไปทางเดียวแล้วก็ไม่เคยเบื่อ
และเราจะเบื่อชีวิตเดิมๆไปทำไม
เพราะเวลายังเดินหน้า
เราจึงต้องเดินต่อ
เหนื่อยก็หยุดพัก
ถึงไม่เหนื่อยก็ยังพักได้
แต่ถ้าเหนื่อยแล้วไม่พัก
นั่นก็เรื่องของคุณ
ถ้าเวลาหยุดนิ่ง
คนๆหนึ่งจะต้องหยุดเดิน
แต่คนๆนั้นจะต้องหยุดใช้ชีวิตด้วยหรือเปล่า
แตเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง
เพราะงั้นอย่าไปสนใจเลย
ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า
ก็พอแล้ว
ใช้ 1 เสียงที่มี
ให้เกิดประโยชน์
ด้วยการไปเลือกตั้ง
เลือกคนดีเข้าสภา
คนไม่ดีให้อยู่นอกสภา
ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย
2 เม.ย.
เดือนหน้า...
2 เม.ย.
ยังอีกนาน...
สนใจ 19 มี.ค. ก่อนดีก่า
19 มี.ค. ...
19 มี.ค. ?
19 มี.ค. !
พรุ่งนี้แล้วสินะ!
พรุ่งนี้ก็จา 20 ปี ...
(-.-)
ต่อไปคงต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้...
เฮ่อออzZ  
OTL
พล่ามมาตั้งนาน คิดไรไม่ออกแล้ว เอาเป็นว่า
Happy Birthday ให้ตัวเองแระกัน
 เอาเค้กด้วย เหอๆ
 
3월 17일

higher dimension

     
 ( รู้สึกไม่ได้มา up my space ตั้งนาน วันนี้ก็เลยนึกอยากจะเขียนอะไรที่มีสาระสักหน่อย )
 
ผมได้มีโอกาสอ่าน  Hiding in the Mirror ของ  Lawrence M. Krauss มีแนวคิดแปลกๆที่น่าสนใจอยู่เยอะ
 
Krauss หยิบยกประเด็นการพิจารณารูปทรงของมิติที่สูงขึ้นไป... อย่างง่ายๆ แปลกประหลาด และเปี่ยมด้วยจินตนาการ โดยอ้างอิงมาจากหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ( ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว )
 
 จาก       line  ( เส้นตรง )         แทน  1 - D object  ( รูปทรงหนึ่งมิติ )
           square ( สี่เหลื่ยม )      แทน  2 - D object   ( รูปทรงสองมิติ )
             cube  ( ลูกบาศก์ )      แทน  3 - D object   ( รูปทรงสามมิติ )
                    4 - D object จะมีรูปร่างอย่างไร ?
 
   
       พิจารณา    line        มี end point                             2   ( 2^1 )           
                                 1 - lower dimension ( dot )          2  ( 2*1 ) 
 
                    square        end point                               4   ( 2^2 )           
                                 1 - lower dimension ( line )           4  ( 2*2 )
 
                      cube          end point                               8    ( 2^3 )           
                                 1 - lower dimension ( square )      6   ( 2*3 )
 
                  จากแนวโน้มข้างบน จะได้ว่า....
 
       !!!!!  4 - D object        end point                            16 ( 2^4 )          
                                  1 - lower dimension  ( cube )        8  ( 2*4)
 
         จะได้รูปแบบหนึ่งของทรงสี่มิติ คือ
ลูกบาศก์ 8 ลูกที่ประกอบกันโดยมี end point ทั้งหมด 16
 
    --------------------------------------------------------------------   
  แค่นี้แหละ... ไม่รู้ว่าน่าสนใจป่าว ( แต่ผมสนใจนะ )
  คุณอาจไม่สนใจและไม่ชอบเรื่องแบบนี้... ก็เป็นสิทธิ์ของคุณตามระบอบประชาธิปไตย
  ชอบหรือไม่ชอบ คิดต่างได้ แต่อย่าแตกแยก ( เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย )
  แต่ก็ช่างเถอะ เอาเรื่องใกล้ตัวและสำคัญดีกว่า...นั่นคือ...
  2 เม.ย. ( ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง )
  ช่วยกันสนับสนุนการเมืองในระบบ...
  ด้วยการไปเลือกตั้ง...
  ใช้หนึ่งเสียงที่มีอย่างเท่าเทียมกันให้คุ้มค่า
  (-.-)zZ 
 
 ...
  BYE....
 
 
   
8월 15일

To be con...

เดือนสิงหาคมไปเที่ยวมาเลเซีย ได้เปิดหูเปิดตา ( แต่ยังไม่เปิดใจเท่าไหร่ )

ใจยังคงคิดแต่เรื่องเดิมๆ เหอๆ  แต่ก็ดีที่ยังได้ไปเที่ยวฟรี เพราะไปในนามโครงการ...

เห็นตึกแฝดที่นั่นแล้วนึกถึง World trade center

คิดไปคิดมาก็เดือนหน้าแล้วสินะ

11 กันยาจะเวียนมาอีกรอบ 

คนทั่วโลกคงไว้อาลัยให้กับอดีตอันขมขื่น

และประนามการก่อการร้ายทุกรูปแบบ

And you?

Do you have any comments about  September 11 ABOVE ALL I said ?

 

7월 30일

The Island : ชีวิตตามใบสั่ง

ทุกคนมีจุดหมาย เพราะการมีจุดหมายคือความหวัง ทั้งคุณกับผมหรือคนอื่นๆที่ไม่ใช่คุณกับผม ( นั่นก็หมายถึงทุกคนนั่นแหละ ) ล้วนต้องการความหวังเพื่อสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิต โลกหมุนด้วยสมการบ้าบอคอแตก ใครจะไปสน นอกจากคนเพี้ยนๆเพียงไม่กี่คนบนเก้าอี้แข็งๆ มือขีดเขียนตัวแปรไร้ชีวิตบนแผ่นกระดาษ นั่นเป็นเพราะความฝันของเขาอยู่ในแผ่นกระดาษที่แสนบอบบาง กับอีกซีกโลกหนึ่ง กับกลุ่มคนที่พร้อมจะฉีกแผ่นกระดาษนั่นเป็นชิ้นๆด้วยสิ่งที่เป็นความฝันของพวกเขาเอง ใครสนใจ? หรือว่าคุณสน...

 หากคนสองคนมีความคิดเหมือนกัน หนึ่งในนั้นย่อมไม่มีประโยชน์ และหากคนสองคนมีความฝันเหมือนกัน ใครล่ะจะยอมเป็นคนไร้ค่า เวลาให้โอกาสคุณในการสานฝันของตน ( และทำลายฝันของคนอื่น ) อาจเป็นเพราะคนเราขาดจินตนาการ เราจึงมักจะฝันในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน และทำลายกันด้วยความฝันของกันและกัน

วันก่อน ( ไม่ต้องสนหรอกว่าวันไหน ) ผมไปดู The Island กับเพื่อน หนังสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ ( อย่างผิวเผิน ) + ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี + ความฝัน...

The Island คือเกาะที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันคือความฝันของคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาถูกหลอกให้ฝันถึงสิ่งที่คนบางกลุ่มอยากให้ฝัน นั่นเป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะฝันไม่ได้ พวกเขาอาจอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่คล้ายนวนิยาย sci-fi ราคาแพง แต่สิ่งที่คนพวกนั้นได้รับกลับเป็นบทเรียนราคาถูก เพราะประสบการณ์ไม่เคยสอนให้พวกเขาเปลี่ยนความฝัน มันยังคงสอนให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น แค่นั้นจริงๆ

คุณโชคดีที่มีชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง อิสระทางความฝันคือสิ่งที่หาได้ง่ายเสียจนทุกคนอาจลืมคุณค่าของมัน ชีวิตคุณและผมไม่ได้เกิดมาตามใบสั่งของใคร แต่เรามักจะเลือกที่จะจมปรักอยู่กับฝันเดิมๆ ( โดยไร้เหตุผล ) อาจเป็นเพราะความฝันไม่ต้องการเหตุผล ถึงอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งที่เราฝันจนชินเสียแล้ว เราคงอยากเห็นมันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา อยากได้สัมผัสความฝันในโลกแห่งความเป็นจริงสักครั้งหนึ่ง...

ความฝันสามารถเปลี่ยนได้ง่ายๆเหมือนกับการปลอกกล้วยเข้าปากโดยไม่ใช้มือ ( นั่นแสดงว่ายาก ) และเหมือนกับการตัดใจจากคนที่เรารัก อาจต้องใช้เวลา ต้องใช้ความพยายาม และได้แต่หวังว่าเวลาจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้น...

The Island เป็นหนังที่ผมชอบอีกเรื่องหนึ่ง เพราะดูแล้วหดหู่ ( เข้ากับผมดี ) เป็นโลกในอนาคตที่ชีวิตถูกโคลนนิ่งขึ้นเพื่อเป็นอะไหล่ของคนจริงๆ แต่ในเมื่อไม่มีการแบ่งปันความเป็นมนุษย์ ตัวโคลนจึงเป็นเพียงแค่สินค้าชิ้นหนึ่งตามใบสั่ง โดยมีความฝันถึงเกาะที่งดงามเป็นเป้าหมายสูงสุด ( แม้จะไม่มีเกาะนั้นอยู่จริง )...

แต่บางครั้ง... เพียงแค่ได้ฝันก็อาจทำให้ตัวโคลนเหล่านั้นมีความเป็นมนุษย์ขึ้นมา เริ่มจากการรู้จักฝัน รู้จักตั้งคำถาม พวกเขาก็ยิ่งคล้ายกับมนุษย์มากขึ้น... เหมือนคุณกับผม เหมือนคนอีกนับล้านที่มีความฝัน... แม้ฝันนั้นจะไม่มีอยู่จริง และไม่มีวันเป็นจริงเลยก็ตาม

แค่ได้ฝัน... ก็พอแล้ว...

BYE...

7월 6일

หนังสือที่ถูกลืม

ไม่ได้มา up my space ตั้งหลายวัน เนื่องด้วยความเซ็งในชีวิต + ความเครียดที่เป็นสัดส่วนโดยตรงกับความ... ช่างมันเถอะ

เย่ ดีใจจัง วันนี้ไม่ต้องเรียน lab bio ชีวิตมีสีสันขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่มีอะไรทำอยู่ดี ก็เลยไปงาน southen book กับเพื่อน ได้หนังสือกลับมา 3 เล่ม ลด 50% 40% และก็ 20% ( ฮ่า ฮ่า คุ้มๆ ) ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่าๆลดราคา บางเล่มก็มีรอยคราบเลอะด้วย ก็พยายามเลือกเล่มที่ดีที่สุดแล้วนะ... แต่ก็อย่างว่าแหละ... มันก็เหมือนกับการที่เราจะรักใครสักคน ปัญหาเดียวกันก็คือเราจะหาสิ่งที่ดีที่สุดนั้นได้อย่างไร

ถ้าคุณเคยรักใครสักคน ( นอกจากตัวเอง ) คนคนนั้นย่อมต้องวิเศษสุดเสมอ และหนังสือก็เหมือนกับคน... ต้องเรียนรู้ ต้องเปิดอ่านไปเรื่อยๆ หนังสือบางเล่มควรค่ากับการนั่งอ่านหลายต่อหลายรอบ บางเล่มก็สมควรจะถูกวางไว้เฉยๆ คุณเป็นผู้ตัดสิน...แต่จะมีสักกี่เล่มเชียวที่คุณอยากมีมันไว้ใกล้ๆ แม้ไม่ต้องเปิดอ่านก็ทำให้มีความสุขได้

หนังสือกับคน... เหมือนกันตรงที่ทั้งสองล้วนถ่ายทอดตัวตนออกมา แต่น่าเสียดาย... หนังสือบางเล่มดูงดงามแค่เพียงเพราะมันถูกห่อปกเอาไว้... บางเล่มดูสวยสดเพราะปกใสๆที่กันตัวมันเองจากฝุ่นผง หนังสือที่เชิดหน้าชูตาอย่างงดงามแต่ไม่ใช่จากความสามารถของตนเอง ทำไมมันถึงมีคุณค่ามากนัก?...

มีหนังสือสักกี่เล่มที่ไม่ถูกห่อปก ต้องยืนหยัดและเผชิญสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ผ่านวันเวลาจนเนื้อความเริ่มเลือนหาย สิ่งที่เ้ป็นตัวตนบนเนื้อกระดาษบางๆกำลังพร่าเลือน เหลือไว้เพียงหน้าปกให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้เห็นถึงสิ่งที่เจ้าหนังสือเล่มนี้เคยเป็น... สิ่งที่ไม่มีอีกแล้ว... ...

ในโลกชวนสับสนใบนี้ หน้าปกมักสำคัญกว่าเนื้อหา จึงไม่แปลกที่โลกเราเป็นอย่างที่มันเป็น ซึ่งไม่ใช่อย่างที่มันควรเป็น ความรักมักถูกมองเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ หนังสือบางเล่มถูกหยิบขึ้นมาด้วยความคาดหวัง ถูกอ่านอย่างใจจดใจจ่อเพราะความน่าค้นหา แต่เมื่อตัวอักษรสุดท้ายผ่านสายตาไป หนังสือเล่มเดิมที่เคยสร้างความสนุกสนาน... ก็ไม่เหลืออะไรให้น่าค้นหาอีกแล้ว...

วางมันลงซะ... คุณอาจบอกตัวเองเช่นนี้ ไปหาหนังสือที่สนุกๆอ่านดีกว่า มีหนังสืออีกหลายล้านเล่มให้คุณค้นหาในสิ่งที่กำลังตามหา...

หนังสือบางเล่ม... ที่คุณเคยอดหลับอดนอนเพื่อมัน แต่เมื่ออ่านจบแล้ว เวลาเพียงเล็กน้อยคุณอาจไม่มีให้มันด้วยซ้ำ...

หนังสือบางเล่ม... ที่เคยสร้างความสุขให้คุณ... เมื่ออ่านจบ คุณก็คงอยากจะหาเล่มใหม่มาแทนที่

ถ้าหนังสือมีชีวิต มันคงร้องออกมาดังๆว่า "เจ็บนะ"

เสียงร้องของหนังสือที่มีชีวิต สำหรับคุณแล้ว... คงจะดังอื้ออึงได้เฉพาะในฝัน... ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง

 

 

6월 20일

ชีวิตดำเนินต่อ...

เปิดเทอมได้ 2 อาทิตย์ คงไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมในบางเรื่อง ผมยังคงเดินๆนั่งๆนอนๆเรียนๆบ้าๆบอๆเบื่อๆเซ็งๆเช่นเดิม แล้วคุณล่ะ...เป็นยังไงบ้าง... ( ไม่ต้องตอบหรอกนะ... ผมก็ถามไปงั้นแหละ ตามมารยาท ) แต่ไม่ว่าคุณจะมีความสุขหรือกำลังทุกข์ คุณอาจกำลังรอคอยใครสักคนหรืออาจอยากจะเขี่ยใครบางคนทิ้ง มันก็เป็นเรื่องของคุณ ถ้าคุณกำลังเหงาหรือกำลังร่าเริง มันก็เรื่องของคุณ คุณกำลังทำหน้าบึ้งหรือกำลังอมยิ้ม มันก็เรื่องของคุณอีกเช่นกัน และถ้ามันเป็นเรื่องของคุณ... อย่ามาถามว่าผมมัวเขียนเรื่องพวกนี้อยู่ทำไม มันเป็นเรื่องของผม!

สิทธิเสรีภาพ เป็นคำที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะที่ไหนเวลาไหน มันบ่อยเสียจนผมไม่อยากจะพูดถึงอีก จึงขอเปลี่ยนใจไม่เขียนเรื่องนี้ดีกว่า

เอาเป็นว่า ผมเขียนเรื่องน่าเบื่อในชีวิตอีกแล้วกัน ฮ่า ฮ่า ...

วันนี้วันจันทร์ วันจันทร์ก็คือวันจันทร์ และมันก็คือวันจันทร์เหมือนวันจันทร์วันอื่นๆ และแน่นอน... เฮ่อ ลืม ใช้คำว่า และแน่นอน ไม่ได้ จากหลักความไม่แน่นอนของ Heizenberg ผมขอกล่าวว่า และไม่แน่นอน ( แม้ความจริงผมยังรู้สึกแน่นอนอยู่ก็ตาม ) และไม่แน่นอน... ผมก็มีชีวิตเหมือนเดิม ( เพียงแต่อายุมากขึ้น ) เช้าเรียนเลข สายเรียนคอม เที่ยงเรียนชีวะ ต่อด้วยอังกฤษ ตกเย็นก็มานั่งหัวหมุนกับ PBL เพราะต้องทำ powerpoint

รู้สึกเซ็งๆเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอนาคต ( ไม่ต้องมาสงสัยนะว่าความเซ็งเป็นปริมาณเวกเตอร์หรือสเกลาร์ เอาเป็นว่ามันเพิ่มขึ้นสองเท่าก็แล้วกัน ) ผมได้รับมอบหมายให้ present งาน PBL กับเพื่อนอีก 1 คน เฮ่อ... ชีวิตคงมีสีสันขึ้นมาหน่อย ( สีเลือด ) พอทำ powerpoint เสร็จก็กลับหอ อาบน้ำ แล้วเอาเสื้อผ้าไปซักที่ร้านในคาเฟต แล้วก็มาลงเอยที่หอสมุด...

หอสมุด ที่นี่เงียบมาก เงียบสงบดี ผมชอบบรรยากาศแบบนี้ แต่หากคุณเคยมาที่นี่จริง คุณจะรู้ว่าผมโกหก ที่นี่ไม่ได้เงียบขนาดนั้นหรอก เนื่องจากชั้นแรกคนเยอะ ผมจึงเดินขึ้นไปชั้นสามเพื่อหามุมสงบๆนั่งลง และแอบกินขนมกูลิโกะกล่องละ 10 บาท โดยไม่มีใครเห็น จากนั้นก็ทำลายหลักฐานและมาเล่นคอม 5 5

ผมเขียนมาตั้งนาน รู้สึกวกไปวนมายังไงไม่รู้ คุณคิดเหมือนผมมั้ย อ่านแล้วงงๆชวนสับสน ผมจึงขอบอกก่อนว่า มันเป็นสิทธิ์ของคุณที่คุณจะอ่านต่อหรือไม่อ่าน และถ้าคุณเลือกที่จะอ่านต่อ คุณก็ได้ใช้สิทธิ์อันชอบธรรมด้วยความดันทุรังอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีอะไรให้คุณอ่านแล้ว... จบ...

( ปล. ผมได้ใส่อัลบั้มรูปเพิ่ม คือ  เรื่องราวของความเหงา กับ คนไม่ดีก็มีหัวใจ เป็นเหมือนภาพประกอบเรื่องราว เข้ามาติชมกันได้ แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของผมที่จะรับหรือไม่รับฟัง comment ของคุณ 5 5 )   Don't be serious like me ...  

6월 17일

today is only one day ...

เมื่อวานนี้ ( yesterday ) เป็นคำที่ใช้กล่าวถึงอดีต และหากคุณอยากจะพูดถึงอนาคต ก็ควรจะใช้คำว่าพรุ่งนี้ แต่การพูดถึงอนาคตก็ต้องใช้สมองสักหน่อย เพราะบางครั้งคนอย่างคุณอาจไม่มีอนาคตให้พูดถึง ( แต่น่าจะเป็นคนอย่างผมมากกว่าที่ไร้อนาคต... ) ถึงอย่างไร เป็นการไร้สาระอย่างใหญ่หลวงในการเถียงกันในเรื่องไร้สาระ และยิ่งเรื่องไร้สาระถูกกล่าวถึงโดยคนไร้สาระ คำว่าไร้สาระก็คงจะถูกใช้จนคุณรำคาญ เพราะมันไร้สาระจริงๆ ไร้สาระเอามากๆด้วย 

เมื่อวานนี้เป็นวันไหว้ครู ผมตื่นแต่เช้าเพื่อ... เพื่อ... เพื่ออะไรแล้วนะ... อ้อ... ใช่สิ!... มีเรียนตอน 7 โมงเช้า วิชา Modern Physics หนุกหนานปนขมขื่น... เมื่อพิธีไหว้ครูมาถึง ผมเพียงแค่เตรียมน้ำให้น้องปี 1 เพราะไม่มีเนคไทด์จึงไม่อยากไปร่วมในพิธี ( อย่างว่าแหละ... คนเรามักมีข้อแก้ตัวเสมอยามที่ไม่อยากทำสิ่งใด )

ประมาณเที่ยงก็ไปดู Batman begins ( รอบ 14.25 ) หนังก็เข้าท่าแบบแปลกๆ โดยรวมแล้วก็หนุกดี หนุกกว่าพิธีไหว้ครูตอนเช้า 5 5 ล้อเล่นนะ พอตกเย็นก็ไปประชุมทุน present การจัดกิจกรรมที่ผ่านๆมา นั่งฟังเพลินๆก็เริ่มง่วง คงเป็นเพราะต้องตื่นเช้า เฮ่อ... เซ็ง ยังดีที่มีเลี้ยงอาหารตอนเลิก... เหอๆๆ

และแล้วอีกหนึ่งวันก็กำลังผ่านไป อีกไม่นานวันนี้ก็จะถูกลืม มันคงหายไปจากความทรงจำอย่างช้าๆเหมือนของเหลวที่ซึมผ่านกระดาษเซโลเฟน ( โดยมีข้อแม้ว่าอนุภาคของของเหลวต้องใหญ่กว่าช่องว่างของกระดาษนั้น ) อีกไม่นานผมคงลืมวันนี้ วันที่แก้วน้ำถูกเรียงรายบนโต๊ะก่อนถูกเติมเต็มด้วยน้ำหวาน วันที่ bat man เริ่มต้นออกปราบเหล่าร้าย และวันเดียวกับที่ผมนั่งง่วงอยู่ในห้องประชุม... หากใครสักคนถามว่าผมมีความสุขไหมกับวันหนึ่งวันนี้? ผมคงปิดปากเงียบ...

ความเงียบเป็นคำตอบที่ดีในบางครั้ง คำว่าบางครั้งก็หมายถึงไม่ใช่ทุกครั้งเสมอไป และคำว่าไม่ใช่ทุกครั้งเสมอไปก็มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าบางครั้ง และแน่นอน... ผมรู้สึกเฉยๆกับวันนี้ มันก็เหมือนทุกวันที่ผ่านมาและผ่านไป ( คงเหมือนใครบางคนด้วย... หากใครคนนั้นผ่านมา และผ่านไป... ) ผมถามตัวเองว่า ทำไม ทำไมถึงไม่ happy ผมถามตัวเองเช่นนี้ขณะนอนพลิกซ้ายพลิกขวาบนเตียง และก็หลับในที่สุด...

วันไหว้ครู VS แบทแมน VS ประชุม นี่คืออีก 1 วัน... ที่การพยายามตอบคำถามจบลงตอนผมหลับ โดยไม่มีคำตอบ...

 

6월 8일

เด็กชาย&เด็กหญิง

เด็กชาย&เด็กหญิง

เด็กชายอยากจะปกป้องเด็กหญิง อยากจะคอยดูแลเธออยู่ใกล้ๆ แต่เขาคงไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น

มันต่างกันมากเลยนะในการอยู่ตัวคนเดียว กับการต้องอยู่คนเดียวทั้งๆที่มีคนให้คิดถึง เด็กชายรู้สึกเหงาๆ อยากได้ยินเสียง เสียงของเธอคงเพราะกว่าเพลงไหนๆที่เขาเคยฟัง

ถึงเด็กชายจะไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า แต่เขาก็ภาวนาทุกคืนให้เด็กหญิงมีความสุขและปลอดภัย

บางครั้งเด็กชายก็ฝัน เขาฝันถึงวันที่เด็กหญิงได้เห็นความดีในตัวเขาบ้าง ฝันว่าคงมีสักวันที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน แต่หากไม่มีวันนั้นล่ะ เมื่อเด็กชายคิดเช่นนี้ เขาจึงรีบสลัดความฝันแสนสุขทิ้งไป บางครั้งแม้แต่ฝันเขายังไม่กล้าด้วยซ้ำ เพราะเขากลัวที่จะเสียใจอีก

เคยมีคนสอนเด็กชายว่า ความรักก็เหมือนกับการสร้างวิมานในอากาศ มันเริ่มจากความว่างเปล่า ว่างเปล่าจริงๆ เด็กผู้ชายทั่วๆไปมักสนใจที่จะจีบผู้หญิง แต่เด็กชายคนนี้ไม่ เขาแค่อยู่ของเขาไปวันๆ อยู่กับความสุขที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง และเขาก็ไม่ต้องการให้ใครพรากความสุขเล็กๆไปจากเขา เพราะนั่นคือตัวเขา เด็กชายไม่เคยรักใคร จนกระทั่งได้มารู้จักกับเด็กหญิง ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว...

เด็กชายมีความสุข แต่เขาก็ไม่สามารถสร้างความสุขได้ด้วยตนเองเหมือนก่อน...

  นี่คือใบหน้าของเด็กชายเมื่อพบเด็กหญิงเป็นครั้งแรก 

      แล้วใบหน้าของเด็กหญิงล่ะ เป็นแบบนี้รึป่าว  

น่าเสียดายที่เขาไม่ทันสังเกต แรกพบนั้นเด็กชายไม่ได้สนใจเด็กหญิงนัก เธอก็เหมือนเด็กหญิงคนอื่นๆ เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่มีอยู่ทุกแห่งหนบนโลกใบนี้...

แต่ในวันหนึ่ง วันที่เด็กชายหลงรักเด็กหญิง เด็กหญิงคนที่เคยเป็นเหมือนคนอื่นๆทั่วโลก ตอนนี้ได้กลายเป็นเด็กหญิงที่มีเพียงคนเดียวในโลกของเขา คนที่สำคัญกว่าคนไหนๆ ... และเขาคงจะเสียใจมากๆหากต้องเสียเธอไป

ไม่ว่าเด็กหญิงจะเห็นความสำคัญของเเด็กชายหรือไม่ แต่ยังไงเขาก็จะเห็นความสำคัญของเธอเสมอ... และยังคงเป็นห่วงเธอต่อไป...

...

6월 4일

เรื่องไร้สาระของคนไม่สำคัญ

เปิดเทอมวันที่ 6 นี้แล้ว แต่... ( ทำไมทุกอย่างต้องมีคำว่า แต่ ด้วยนะ )

แต่... มาอยู่หอก่อนในวันที่ 2 ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เบื่อที่สุด แต่... ( ผมใช้คำว่า แต่ อีกแล้วเหรอเนี่ย ) แต่ก็ต้องอดทน ความอดทนเป็นสิ่งที่ทรมาน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องอดทนในเรื่องไร้สาระและหลีกหนีไำม่ได้ เย่! ใช่! ผมคิดอะไรออกแล้ว ไปดูหนังดีกว่า แต่... ( เห็นมั้ยๆ แต่ อีกแล้ว ครั้งที่สามแล้วนะ ) แต่... จะมีใครไปกับผมไหมนะ

เมื่อลองถามๆดูก็มีแต่คนบอกว่าตอนนี้ไม่มีเงิน บางคนก็บอกตังค์ทุนยังไม่เข้า เฮ่อ... เหนื่อยใจ นี่แหละประเทศไทย พวกผู้ใหญ่สอนให้เด็กตรงต่อเวลา แล้วทำไมหนอเงินทุนถึงไม่เข้าตรงเวลานะ? เหอะๆ ( โดนไล่ออกแหงเลย เอาเงินเค้ามาใช้แล้วยังนินทาลับหลังอีก แย่จริงๆเรา นี่คือตัวอย่างของคนที่... ตรงต่อเวลา 5 5 )  

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ! ใช่สิ ยังมีบัตรฟรีเหลืออีก 1 ใบนี่นา ไปดูคนเดียวดีกว่า คุณอาจคิดว่าผมเป็นคนแปลก ไปดูหนัง นั่งเหงาๆในโรงคนเดียว แต่ผมก็มีความสุขนะ ไม่ต้องมีเพื่อนข้างๆมารบกวน... ถ้าเป็นคนรักก็ว่าไปอย่าง ( จิงป่าว )

ดูหนังเรื่อง house of wax หนุกดี โหดมากๆ ตื่นเต้นอะ หยองๆและรู้สึกหวิวๆยังไงไม่รู้ ดูจบตอน 5 โมงกว่า ลืมไปว่ามีนัด pbl ตอน 5 โมง เย่ๆ สายแน่ๆเลย มีคนโทรตามด้วย ก็เลยต้องรีบ ลงทุนโบกรถเครื่องรับจ้า่ง ( 30 บาทเชียวนะ ) เห็นมั้ยว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องตรงต่อเวลามากแค่ไหน

เงิน 30 บาท ช่วยให้เด็กยากจนมีอาหารกิน ทำให้คนอีกซีกโลกไม่ต้องอดตาย 30 บาท เช่า DVD ได้หนึ่งเรื่อง และโทรศัพท์คุยกับคนรักได้นานกว่าชั่วโมง ( นาทีแรก 5 บาท นาทีต่อไป 25 สต. ) และที่สำคัญ 30 บาท... รักษาทุกโรค แต่... ผมยอมสูญเสียเงิน 30 บาท เพื่อซื้อเวลา เยี่ยมจริงๆ

ในโลกที่ทุกชีวิตผูกติดอยู่กับเวลา สิ่งแรกๆที่คุณทำตอนตื่นเช้าก็คือ... เหลือบดูเวลา แต่สำหรับผมแล้ว ผมอาจมองใครบางคนก่อนยามตื่น ( ถ้ามีใครคนนั้นอยู่ใกล้ๆนะ ) ผมอาจมองเค้าก่อนที่จะมองเวลา ทุกอย่างมีข้อยกเว้นเสมอแหละสำหรับเรื่องของหัวใจ ( ง่าๆ เขียนไปเขียนมาเข้าเรื่องน้ำเน่าอีกแล้ว ) แม้หัวใจจะเต้นตุบตับ แต่มันก็เป็นนาฬิกาที่เดินอยู่ในตัวเรา ตามจังหวะชีวิต อารมณ์ความรู้สึก มันไม่เที่ยงตรงเหมือนนาฬิกาข้อมือของคุณหรอก ดังนั้น... จึงไม่แปลกที่คุณจะโอนอ่อน หวั่นไหว รู้สึกไม่มั่นคง มันเป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติ และแน่นอน... เป็นเรื่องส่วนตัว และเมื่อมันเป็นเรื่องส่วนตัว คุณกับผมจึงไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน และนั่นหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องอ่านย่อหน้านี้ก็ได้  

ใครว่าเงินซื้อเวลาไม่ได้ ไม่จริง!!! ผมไม่เชื่อ เงินทำให้เราย่นเวลาการเดินทาง ย่อโลกทั้งใบให้เล็กลง เงินคือพระเจ้า จิงป่าวหว่า... แต่ไม่ว่าจะยังไง เงินซื้อรักแท้ไม่ได้หรอก ...

เหอๆๆ

To be con ...

ปล. วันนี้เล่นที่ร้าน ก็เลยต้องรีบๆเขียน แต่ถึงตั้งใจเขียนก็คงไม่มีสาระมากไปกว่านี้หรอกน่า ฮิ ฮิ

 

 

 
survey  
사진(1/9)